งาน Distrupt Reunion รวมญาติครั้งใหญ่ของชาว Startup

disrupt-reunion-1

Disrupt University คือคอร์สสอนสร้าง startup business แห่งแรกและแห่งเดียวในไทย ที่สอนโดยพี่กระทิง @krating (Standford alumni, ex-Google) รุ่นแรกเริ่มเมื่อเดือนกรฎาคมปีที่แล้ว (2555) โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือ “Bringing Silicon Valley to Thailand”

ที่ผ่านมา Disrupt ได้ปั้นนักเรียน จบไปแล้ว 4 รุ่น จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 200 คน หากอยู่ในวงการ startup จะคุ้นหน้าคุ้นตากันดี เรียกว่า Distrupt Alumni เป็นเครือข่ายของคน startup ที่ใหญ่สุดสุดแห่งหนึ่งในไทยก็ว่าได้

เนื่องจากพี่กระทิง ได้ประกาศว่า จะไม่มีการสอน Disrupt ในรูปแบบนี้อีกแล้ว (อาจเปลี่ยน curriculum ทำการสอนรูปแบบใหม่ หรือไปทำอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่า เช่น Founder Institute ) ทำให้เราคิดที่จะจัดงาน Disrupt Reunion ขึ้น นำโดยท่านหัวหน้านักเรียน คุณอ๊อฟ @ojazzy และ คุณเอม อมฤต @aimamarit จาก HUBBA Coworking space ผู้เอื้อเฟื้อสถานที่ให้พวกเราได้มาพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

โดยงานนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ชาว Disrupt ทั้ง 4 รุ่น ได้มาทำความรู้จักพูดคุย เพื่อมีอะไรในอนาคต จะได้ช่วยเหลือกันได้ ในงาน ในงานมี agenda สำคัญคือ การเชิญศิษย์เก่า Disrupt ที่ประสบความสำเร็จมาแชร์ประสบการณ์ในการทำ startup ให้ฟัง ได้แก่ พี่ Opie จาก Stamp, พี่ไวจาก Priceza.com ที่เพิ่งได้เงินลงทุนร่วม 1 ล้านเหรียญจาก investor, พี่อ๋อง ผู้สร้างแอพ ติ๊กเก้อ สุดฮิต, พี่วิชาญ จากเว็บ หาหมอ.คอม และพี่โน้ต @notecb11  จาก Fastinflow

Stamp — Royalty card app อันดับหนึ่งในประเทศไทย

เราคงจะทราบกันดีว่าปัจจุบันในบ้านเรา ตลาดแอพประเภท royalty card นั้นดุมาก มีหลายบริษัท หลายแอพเข้ามาจับตลาดตรงนี้ ซึ่งแอพที่อินเทรนด์ที่สุดในเวลานี้คงจะหนีไม่พ้นแอพที่ชื่อว่า Stamp ของพี่ Opie จาก Disrupt ของเรานี่เอง

พี่ Opie แชร์ว่า จริงๆแล้วไอเดียสำหรับ Stamp นั้นมีมาก่อนหน้าที่แอพประเภทนี้จะฮิตขึ้นมา แต่เนื่องจากจุดขายของแอพ คือตัว stamper นั้น ต้องมีการ R&D ทำให้ต้องใช้เวลาพัฒนาโปรดักทั้งหมดประมาณ 4-5 เดือน ถึงจะได้ Launch โปรดักจริง จนถึงวันนี้ ร้านอาหารร้านไหน ไม่มีอยู่ในแอพ stamp นั้นถือว่าเชยมาก

Key learning:

  • โปรดักที่ innovative จริง จะต้องเข้าถึงคนได้ทุกกลุ่ม คือใช้งานได้ง่ายนั่นเอง จะไม่มีประโยชน์เลยหากเป็นโปรดักที่แสนจะ innovative แต่ชาวบ้านร้านตลาดเข้าไปไม่ถึง
  • สร้าง revenue ให้เร็วที่สุด Stamp มี Business model แบบ fix fee rate และเริ่มเก็บเงินตั้งแต่ Day 1 และทำให้ลูกค้าเห็น value ของผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่ากับเงินที่เค้าเสียไป โดยไปมุ่งทำการตลาดกับกลุ่ม consumer ควบคู่กันไป เรียกว่าเป็นการทำตลาด 2 ทาง ซึ่งเป็นงานหนักของธุรกิจประเภท B2B2C และ Stamp ก็ทำในจุดนี้ได้สำเร็จ
  • เนื่องจากตลาด royalty card ที่ดุเดือด และมีคู่แข่งรายใหญ่ รายย่อย เข้ามาแข่งได้ง่าย การที่ Stamp มีลูกเล่นเป็นตัว Stamp ที่จับต้องได้จริงๆ เป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งอย่างมาก และเป็นจุดแข็งที่สุดที่ทำให้ Stamp ขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดได้ในวันนี้

Prizeza.com — ผู้นำตลาด Prize comparison ของไทย ที่เพิ่งได้ลงทุนก้อนใหญ่จาก investor

หากคุณชื่นชอบการซื้อของออนไลน์ เวลาเสิร์ชค้นหาสินค้า คงจะคุ้นหน้าค่าตากับเว็บไซต์ Priceza.com เป็นอย่างดี เพราะมักจะขึ้นมาอยู่อันดับต้นๆบน google search แทบทุกครั้ง priceza ถือเป็นเว็บที่ให้ benefit ทั้งกับผู้ใช้และร้านค้า เรียกว่าตอบโจทย์ทั้งผู้ซื้อผู้ขายได้เป็นอย่างดี จึงไม่แปลกใจที่ Priceza จะครองตลาด prize comparison ในเมืองไทย

พี่ไว MD & Founder เว็บไซต์ Prizeza.com เล่าให้พวกเราฟังว่า ไอเดียของ prize comparison website นั้นเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2010 ตอนที่พี่ไวเรียนอยู่ที่ MIM ทำเป็นโปรเจคระหว่างเรียน เมื่อเห็นว่าโปรเจคที่ทำมี potential จึงชักชวนเพื่อนลงมาทำเต็มตัว ล่าสุดเพิ่งได้เงินลงทุนจาก Cyber Agent Venture เป็นตัวเลขที่ไม่เปิดเผยเกือบ $1m

การเป็นธุรกิจแบบ B2B2C ทำให้มีตลาด 2 ฝั่ง ที่ต้องทำควบคู่กันไป ซึ่งถือว่า Priceza.com วางแผนไว้มาดีตั้งแต่ต้น ในการออกแบบเว็บไซต์โดยคำถึงถึง SEO ทำให้มีผู้ใช้เข้ามาถึงเว็บไซต์ได้โดยที่ไม่ต้องเสียเงินทำการโปรโมท เมื่อพอมียอดผู้ใช้แล้ว ก็เร่งไปทำตลาดฝั่ง customer เพื่อหาเงินบาทแรกเข้าบริษัทให้เร็วที่สุด Business model ของ Priceza.com คือการเก็บเงินแบบ fixed rate เป็นรายเดือน จากร้านค้าที่มาลง ซึ่งรายได้ที่ได้นั้น สามารถเลี้ยงบริษัทให้อยู่รอดได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาการลงทุนจากภายนอก

Key learning:

  • อย่าคิดว่าจะทำ startup เพื่อให้ได้ investment ให้คิดสร้างธุรกิจ ที่สามารถทำเงินได้จริงๆ จะทำให้ธุรกิจโตได้อย่างยั่งยืนมากกว่า
  • มุ่งหาเงินบาทแรกให้เร็วที่สุด ซึ่งการที่จะทำให้ร้านค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินให้เราได้นั้น เราต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการมีร้านค้าอยู่บน Priceza.com นั้นช่วยเพิ่มยอดขายให้ร้านค้าได้จริง และมีประสิทธิภาพมากกว่าการลง banner ads ทั่วไป
  • Investment is optional หากธุรกิจเราสามารถสร้าง revenue ได้ดีอยู่แล้ว เงินลงทุนจากภายนอกก็ไม่จำเป็น แต่หากต้องการมองหา VC การที่เรามี revenue & traction เราจะได้ valuation ที่สูง สามารถต่อรอง และ ‘เลือก’ ได้ ซึ่งการเลือก investor นั้นเหมือนการแต่งงาน ต้องดูให้แน่ใจว่า เค้าจริงจัง และพร้อมที่จะ push เราให้ไปอีกระดับได้ ในกรณีของ Cyber Agent นั้น พี่ไวบอกว่า ใช้เวลาในการศึกษาพูดคุยศึกษาดูใจมานานกว่า 7 เดือน กว่าที่จะตกลงปลงใจ sign deal กัน
  • สิ่งที่ควรมองมากกว่าเงินจาก investor ก็คือ know-how และความจริงใจ จริงจังของ investor ซึ่งจะช่วยให้ business ของเราเติบโตได้เร็วไปอีกระดับ

ติ๊กเก้อ แอพสุดฮิตชั่วข้ามคืน สร้างสถิติ ยอด 1 ดาวน์โหลดใน 1 คืน

เมื่อประมาณช่วงกลางปีนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จักแอพ ติ๊กเก้อ ที่ฮิตสุดๆ  ส่วนตัวได้ยินมานานแล้วว่าคนสร้างติ๊กเก้อ ไม่ได้เป็นคนอื่นคนไกล เป็นพี่น้องใน Disrupt ด้วยกันนี่เอง ซึ่งเพิ่งได้มาเจอตัวจริงกับพี่อ๋อง ผู้ปลุกปั้น ติ๊กเก้อ ก็วันนี้เอง

พี่อ๋องแชร์ให้ฟังว่า ตอนที่ทำแอพนั้นไม่ได้คิดอะไรมาก เกิดจากทำกันขำๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นสร้าง impact มาก ตื่นเช้าขึ้นมางงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ยอดดาวน์โหลด 1 ล้านดาวน์โหลดใน 1 วัน รูปจากแอพติ๊กเก้อเต็ม Facebook wall กันแทบจะทั่วประเทศ เรียกว่าใครไม่มีรูปที่แปะ ‘ติ๊กเก้อ’ แล้วล่ะก็ ถือว่าเชยมาก

โดยปกติแล้วปรากฏการณ์ลักษณะนี้ มักจะอยู่ไม่นาน คือฮิตได้แค่ไม่กี่วันก็จะเงียบหายไป ทำให้เราอยากรู้กันว่า ณ ปัจจุบัน ติ๊กเก้อ เป็นยังไงแล้ว พี่อ๋องแชร์ว่า ปัจจุบันมียอด active user กว่า 1 ล้านคน กระจายอยู่ใน OS ต่างๆ ทั้ง iOS,  Android, Window Phone, Blackburry ยอดดาวน์โหลดรวมอยู่ที่กว่า 6 ล้านครั้ง

Key learning:

  • แอพที่ดี ไม่จำเป็นต้องเป็นแอพที่ซับซ้อน แต่ต้องทำงานได้สมบูรณ์ในฟีเจอร์หลักของมัน ยิ่ง simple ยิ่งดี เพราะจะทำให้ user ไม่งง ใช้งานเป็นโดยไม่ต้องเรียนรู้อะไรมาก
  • ติ๊กเก้อ มี cost ในส่วนของ marketing เป็นศูนย์ แต่สิ่งความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับติ๊กเก้อนั้นมาจาก word of mouth (หรือ word of facebook?) ล้วนๆ
  • แม้จะไม่มี cost ในส่วนของ marketing แต่ติ๊กเก้อก็มี cost ในส่วนของ server ที่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรอย่างมหาศาลในการที่จะ serve ผู้ใช้กว่า 1 ล้านคนต่อเดือน ทำให้จำเป็นต้องเร่งหาเงินเพื่อมารองรับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้
  • Business model ที่ลงตัวสำหรับติ๊กเก้อ คือการทำแอพแจกฟรี เนื่องจากมียอด pageview  จำนวนมาก การแปะโฆษณาบนหน้าแอพนั้นสามารถที่จะทำเงินเลี้ยงแอพได้เลย ซึ่งในกรณีของติ๊กเก้อ โมเดลนี้ suitable ที่สุด เพราะไม่ต้องเสียเวลาและวุ่นวายกับการไปดีลหาเงินกับแบรนด์ เพื่อทำติ๊กเก้อแบบ exclusive. user ก็รู้สึกโอเคกับโฆษณา เพราะเค้าได้ใช้งานฟรี เรียกว่า win-win ทั้งคู่
  • ปัจจัยที่ทำให้ติ๊กเก้อฮิตมี 3 ขำ คือ ขำแรก เราขำที่ประโยคคำพูดที่โดนใจเรา ขำที่สองคนรู้สึกสนุกที่ได้เอาคำพูดประโยคโดนๆ นั้นมา match กับรูปภาพ ขำสุดท้ายเมื่อเรากดแชร์ ก็จะมีเพื่อนเรามาร่วมขำกับเราด้วย
  • สิ่งที่ทำให้แอพติ๊กเก้อยังอยู่ได้ทุกวันนี้คือ การมีเอกลักษณ์ สอดแทรกความเป็นไทยใส่เข้าไปในแอพ ซึ่งไม่ต่างจาการที่เราซื้อสติกเกอร์ของแอพ Line เพราะมันน่ารัก สำหรับติ๊กเก้อ เราก็ใช้เพื่อแสดงออกความตลก ความขำๆแบบคนไทย ซึ่งไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้

หาหมอ.คอม เว็บไซต์ด้านสุขภาพที่ใหญ่ และโตเร็วที่สุดในไทย

ไม่น่าแปลกใจหากว่าเว็บไซต์ หาหมอ.คอม เว็บที่มีอายุไม่นาน จะขึ้นมาครองบัลลังก์เว็บด้านสุขภาพที่ใหญ่ และโตเร็วที่สุดในไทย เหตุผลใหญ่คงจะอยู่ที่วิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของพี่ชาญ วิชาญ CEO หาหมอ.คอม

วันนี้พี่ชาญมาแชร์ให้ฟังถึงประสบการณ์ในการเข้าร่วมโครงการและอีเว้นต่างๆ ที่เกี่ยวกับ Startup ทั้งไทยและเทศ ซึ่งเรียกว่าผ่านมาแล้วเกือบทุกสนามใน South East Asia ไม่ว่าจะเป็น True Incube, dtac accelerate เรียกว่ามีเวที หรืออีเว้นเกี่ยว startup ที่ไหน เป็นต้องเห็นคุณวิชาญที่นั่น ;)

Key learning:

  • สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับ Startup คือ Traction Traction Traction ไม่จำเป็นต้องเป็น revenue แต่หากแอพ หรือเว็บของคุณสร้างขึ้นมาเจ๋งมาก แต่ไม่มีผู้ใช้ มันก็จบ ไม่มีใครสนใจ เพราะใครๆก็พูด ก็เล่าได้ แต่สิ่งที่ back โปรดักของคุณได้จริงๆ ก็คือจำนวนผู้ใช้ และ retention rate
  • โปรดักบางตัวสามารถสร้าง impact ได้ในประเทศหนึ่ง แต่ไปอีกประเทศหนึ่งอาจจะแป้กก็ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะ market, context และคนในแต่ละประเทศนั้นต่างกัน
  • Startup ในประเทศอื่นๆ ถือว่า innovative มาก เรียกว่าเล่นกับ real cause, real need จริงๆ เช่นโปรดักสำหรับคนตาบอด คนหูหนวก ผลิตภัณฑ์ที่ต้องการจะทำให้เด็กมี physical interaction มากขึ้น เรียกว่าฟังแล้วเกิดแรงบันดาลใจที่จะสร้าง startup เพื่อเปลี่ยนโลกจริงๆ

ประสบการณ์ 14 วันใน Silicon Valley โอกาสที่มีไม่บ่อยสำหรับ startup คนไทย

ในรอบปีที่ผ่านมา วงการ Startup บ้านเรา ต้องเรียกว่าคึกคักมากๆ เมื่อค่ายโทรศัพทย์ยักษ์ใหญ่ทั้ง 3 ค่ายของไทย ได้ลงมาสร้างเวทีประกวด หวังสร้าง startup heroes ในเมืองไทยให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น AIS the startup, dtac Accelerate และ True incube สำหรับ dtac Accelerate นั้นถือว่าเป็นโครงการยอดฮิตของชาว Disrupt มากที่สุด เนื่องจากมีพี่กระทิง พี่ใหญ่ของเราเป็นผู้ริเริ่ม มีผู้ส่ง application เข้าไปร่วม 1,000 ทีม ก่อนที่จะคัดให้เหลือเพียง 20 ทีม เพื่อเข้าสู่โครงการเป็นระยะเวลา 4 เดือน โดยมีการดึงเอาคน startup จาก Silicon Valley มาให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ เช่น Matt Monday ซึ่งเคยทำงานอยู่ที่ Apple ในส่วนของ App Store, Fadi Bishara จาก Blackbox.vc, Deve McClur จาก 500startups โปรแกรม accelerate ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก, คุณธนา เธียรอัจฉริยะ ผู้ปั้นแบรนด์ Happy dtac เป็นต้น

หลังจากผ่านการขับเคี่ยวกันมาอย่างเข้มข้น ในที่สุด the winner ของโครงการก็คือทีม Fastinflow ซึ่งเป็นทีมที่ประกอบด้วยศิษย์เก่า Disrupt 4 จาก 5 คน รองชนะเลิศอันดับหนึ่งได้แก่ทีม หาหมอ.คอม (Disrupt เช่นกัน) และรองอันดับสอง ทีม Diet Party ซึ่งรางวัลสำหรับทีมชนะเลิศ ก็คือ โอกาสคว้าตั๋วไปเข้าโครงการ Blackbox.vc ใน Silicon Valley เป็นเวลา 14 วัน

พี่โน้ต @notecb11  ในฐานะผู้นำทีม Fastinflow และผู้ที่ได้มีโอกาสไปเข้าโครงการ Blackbox.vc ได้เล่าให้พวกเราฟังว่า โอกาสครั้งนี้ช่วยให้ได้เปิดโลกกว้างเกี่ยวกับการทำ startup มากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาได้ในประเทศไทย การไปอยู่ในที่ที่มีแต่ startup เดินกันเต็มถนนไปหมด และยังมี venture capital จำนวนมาก ที่พร้อมจะลงทุนใน startup หน้าใหม่ตลอดเวลา เป็นสิ่งที่ทำให้ ecosystem ที่โน่นสมบูรณ์ เต็มไปด้วยพลังแห่งคน startup จริงๆ

Key learning:

  • การจะอยู่รอดใน Silicon Valley คุณต้อง take action ให้เร็ว พร้อมจะปรับตัวอยู่เสมอ ในโครงการ blackbox จะมีให้ผู้เข้าร่วมโครงการ Pitch เกือบจะตลอด ทั้งเช้าเย็น
  • คนที่โน่นมี respect สูงมาก เค้าจะตั้งใจฟังเรื่องของคุณ ให้คอมเม้น และอาจจะ connect ให้กับคนที่คิดว่าน่าจะสนใจ
  • นอกเหนือจาก Team, Product & Market Fit แล้ว สิ่งที่ investor มองใน startup ที่เค้าจะลงทุนก็คือ advisors หาก startup ของคุณมีคนที่มีชื่อเสียงในด้านนั้นระดับ global เป็น advisor แล้ว ก็จะช่วยทำให้ Startup ของคุณ Strong มากขึ้น
  • หากต้องการจะ Go Global แล้ว การมี connection เป็นคนที่อยู่ที่โน่นสำคัญมาก แม้ว่าคนที่เรารู้จักจะไม่สนใจใน Industry ที่เราทำอยู่ แต่เค้าสามารถที่จะช่วย connect เรากับคนที่มี potential ได้
  • หากคนที่คุณคุยด้วย ไม่ได้สนใจใน startup ของคุณ ไม่ต้องเสียเวลาไปโน้มน้าวมาก ให้เดินไปคุยกับคนอื่นดู ต้องมีคนที่สนใจใน startup ที่คุณทำมั่งล่ะ!

Disruptors are rock!

สุดท้ายต้องขอขอบคุณคณะท่านผู้จัดงาน ไม่ว่าจะเป็นคุณอ๊อฟ ประธานรุ่น 1, คุณเอม + พี่ชาล ที่เปิดบ้าน HUBBA ต้อนรับชาว Disrupt อย่างอบอุ่น และพี่กระทิง ผู้สร้างโรงเรียน Disrupt ให้พวกเราได้มาเจอกัน :D

สำหรับผู้ที่สนใจใน Disrupt University สามารถติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวได้ที่ Facebook Page