แชร์ประสบการณ์: อ่านหนังสือ 30 เล่มใน 1 ปี แบบ step by step

ปีนี้นับเป็นปีที่อ่านหนังสือเยอะขึ้นหลายเท่าตัว สรุปตัวเลขถึงวันนี้ สามารถปิดยอดได้ที่ 30 เล่ม!

ในส่วนนี้ต้องขอขอบคุณในความดีงามของ audiobook และ Audible.com ที่ทำให้ชีวิตมนุษย์รถติดบนท้องถนน กลายเป็นช่วงเวลาแห่งการอ่าน (เรียกว่าฟังดีกว่า) ได้ตั้งวันละ 1-2 ชั่วโมงแน่ะ!

เมื่อต้นปี 2016 เราตั้งเป้าไว้ว่า จะอ่านหนังสือให้จบ 20 เล่มในปีนี้ ซึ่ง 20 เล่ม ต่อ 12 เดือน เฉลี่ยออกมาก็ตกเดือนละเล่มกว่าๆ ถือว่าเป็นเป้าหมายที่ท้าทายทีเดียว เพราะจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเกือบทุกปีที่ผ่านมา น่าจะเคยตั้งประมาณว่าจะอ่านปีละ 10 เล่มบ้าง 12 เล่มบ้าง แต่เท่าที่จำได้ไม่น่าได้เกิน 5 เล่ม หนักกว่านั้นก็คือ เราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าอ่านอะไรไป แล้วได้บทเรียนอะไรกลับมาบ้าง!

พอมองย้อนไปว่าทำไมเราถึงไปไม่ถึงเป้าหมาย เพราะ

  1. เราไม่ได้ตั้งเป้าหมายที่แน่ชัด
  2. เราไม่มีแผนการว่าจะทำยังไงถึงจะไปถึงเป้าหมายนั้น
  3. ข้อนี้สิสำคัญ เราไม่รู้ว่า แค่อ่านหนังสือ มันต้องวางแผนด้วยหรอ???

ปีนี้จึงมุ่งมั่นมาก มีการเตรียมพร้อมวางแผนมาเป็นอย่างดี มีความจริงจังจนต้องขอเขียนบันทึกเอาไว้ให้ลูกให้หลานได้อ่านในภายภาคหน้า

0. เตรียมเครื่องมือและ setup ให้เรียบร้อย

ส่วนตัวตอนนี้ใช้ Evernote เนื่องจากข้อมูลหลายๆ อย่างก็เก็บไว้ในนั้นหมด แต่จะใช้ TrelloGoogle Keep, Google Doc, OneNote หรือ Note App อะไรก็ได้หมด (แอพพวกฟรีอยู่แล้ว) ขอให้เราสามารถอัพเดทและเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลาได้ก็พอ

ตั้งชื่อโน้ตว่า 📚 My Reading List 2017 📖 โดยแบ่งเป็น 3 หัวข้อดังนี้

  1. Want to Read
  2. Reading
  3. Finished

อย่าลืมเขียนเป้าหมายกำกับไว้ด้านบนตัวโตๆ “ฉันจะอ่านหนังสือให้จบ xx เล่มในปี 2017 🤓

1. ลิสรายชื่อหนังสือที่อยากอ่าน

  • เริ่มจากหนังสือที่เราเป็นเจ้าของ แต่ยังมิได้ครอบครอง (เนื้อหาในนั้น ไงล่ะ เจอสำบัดสำนวนพี่เข้าไป หึหึ) หนังสือภาษาอังกฤษเล่มนึงไม่ใช่ถูกๆ แม้ว่ามันจะได้ทำหน้าที่ทำให้เราดูดีเวลาคนอื่นมาเห็นแล้วนึกว่าเราดูมีความรู้ (ความจริงยังอ่านไม่จบกว่า 50% ของที่ซื้อมา)
  • หนังสือที่อยากอ่าน หนังสือเห็นเค้าแนะนำกัน อย่าลืมลองอ่าน review ว่าเนื้อหาใช่สิ่งที่เราต้องการหรือเปล่า ให้ลองลิสเก็บเอาไว้ ถึงเวลาค่อยเลือกอีกที
  • จะลิสมากกว่าเป้าหมายที่วางไว้ก็ได้ (ส่วนตัวลิสไว้ 40-50 โน่นแน่ะ) ที่สำคัญควรจะเรียงตามลำดับเล่มที่อยากอ่านมากที่สุดไปน้อยที่สุด
  • ใส่ format ของหนังสือต่อท้าย เช่น ebook, audiobook, paperback จะได้ไปหาซื้อได้ถูกที่
  • สำหรับเราในลิสนี้จะจะมีแต่หนังสือภาษาอังกฤษ เพราะอยากจะฝึกภาษาอังกฤษไปพร้อมๆ กันด้วย ซึ่งจะหนากี่หน้าก็ได้ ขอให้เป็นหนังสือที่เราอยากอ่านเป็นพอ

ตัวอย่างการลิสหนังสือที่อยากอ่าน

  1. Want to Read
    1. ชื่อหนังสือที่อยากอ่าน 1
    2. ชื่อหนังสือที่อยากอ่าน 2 (audiobook)
    3. ชื่อหนังสือที่อยากอ่าน 2 (ebook)
    4. blah blah blah
  2. Reading
  3. Finished

2. รู้ speed ของตัวเอง

ยกตัวอย่างหนังสือแนวธุรกิจ แนวพัฒนาตัวเอง สมมติว่า 1 เล่ม มีจำนวนหน้าเฉลี่ยอยู่ที่ 300 หน้า ให้ลองจับเวลาซัก 15 นาที แล้วดูว่าใน 15 นาทีนี้ เราอ่านหนังสือได้กี่หน้า?

ส่วนตัวแล้วใน 15 นาที จะอ่านได้ประมาณ 6-9 หน้า แล้วแต่ความยากง่าย แต่ก็อย่าไปซีเรียสมาก บางเล่มแบบมีกราฟ มีตารางที่ต้องทำความเข้าใจ มีเลขให้คำนวนคิดตามเยอะ บางเล่มภาพเต็มเลย อ่านข้าม อ่านข้าม ฉะนั้นก็เอาเฉลี่ยๆ นะจ๊ะ

ฉะนั้น หากอ่านด้วยความเร็วเท่านี้ ก็จะต้องใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง เพื่ออ่านหนังสือที่ยาว 300 หน้าให้จบ

20 เล่ม * 10 ชั่วโมง = 200 ชั่วโมง

200 ชั่วโมง * 60 นาที = 12,000 นาที

12,000 นาที / 365 วัน =  32.87 นาที

สรุปได้ว่า ถ้าเราอ่านหนังสือทุกวัน วันละ 32.87 นาที เราจะสามารถอ่านหนังสือที่หนา 300 หน้า ได้ปีละ 20 เล่ม!

มาถึงตรงนี้คุณอาจจะคิดว่า โอ๊ยยย อ่านวันละตั้งครึ่งชั่วโมง แล้วต้องอ่านทุกวันเนี่ยนะ? มันจะเป็นไปได้หรอ? แล้วช่วงที่งานเยอะ หรือต้องไปเที่ยวต่างประเทศล่ะ?

ขอบอกว่าอย่าเพิ่งท้อถอย หากคุณคำนวนมาถึงตอนนี้แล้วรู้สึกว่าเป้าหมายมันดูยากเกินไป คุณอาจจะเลือกลดจำนวนหนังสือที่คุณจะอ่านจบลงมา อาจจะเหลือ 10-15 เล่ม ดูก็ได้ เพื่อให้มีกำลังใจว่า เราน่าจะทำได้นะ

แต่อย่าลืมว่า ยิ่งเราอ่านบ่อย ทักษะการอ่านของเราก็จะดีขึ้น ซึ่งมันจะทำให้ Speed ในการอ่านของเราเร็วขึ้นกว่าตอนเริ่มแน่ๆ เพราะฉะนั้น ตั้งเป้าให้ใหญ่ไว้ก็ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน

บทความแนะนำ  มองเป้าหมายให้ขาดก็ไปถึงได้ไม่ยาก: แนะนำวิธีการตั้งเป้าหมายให้ชีวิต ฉบับลงมือทำได้จริง

3. ช่วงเวลาที่ใช่

  • ช่วงเช้า
    นี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด เพราะเราเพิ่งตื่น มีพลังงานเต็มเปี่ยม ถ้าใครที่มีตื่นเช้ามากๆ เป็นนิสัย ก็จะพบว่าสภาพแวดล้อมทุกอย่างยังเงียบสงบ ไม่มีเสียงมอไซต์ ไม่มีเสียงรถไฟฟ้า เพื่อนที่จะส่งสติกเกอร์มาให้ก็ยังไม่ตื่น เวลานี้ล่ะสมาธิมาเต็ม
  • ก่อนนอน
    หากการตื่นเช้าแบบชิลๆ นั้นทำได้ยาก งั้นตอนก่อนเข้านอนล่ะดีมั้ย? แทนที่จะเล่นโทรศัพท์จนหลับ ก็เปลี่ยนเป็นอ่านหนังสือจนหลับ! แต่ข้อเสียคือมักจะหลับก่อนจะได้เนื้อหาที่วางแผนเอาไว้น่ะสิ (อ่าว สรุปว่าไม่ค่อยเวิร์คนิ)
  • ระหว่างเดินทางไปทำงานหรือเรียนหนังสือ
    หากเดินทางด้วยรถสาธารณะ อย่าทำให้ช่วงเวลานี้สูญเปล่า หยิบหนังสือที่พกมา หรือเปิด kindle ขึ้นมาอ่านซะ สมมติว่าเราเดินทางเฉลี่ยวันละ 30-60 นาที ก็เท่ากับว่าเราได้เวลาอ่านหนังสือมา 30-60 นาทีต่อวันเชียวล่ะ แต่หากว่าต้องขับรถหรือนั่งรถยนต์ คุณยังมีอีกทางเลือก ก็คือ การฟัง audiobook นั่นเองงง! ผู้ที่เดินทางแบบขนส่งสาธารณก็แนะนำให้ฟังแทน จะได้ไม่มึนหัวจากการเพ่งตัวหนังสือเป็นเวลานาน

4. อัพเดทและประเมินผล

ปกติเราจะมีการอัพเดท Reading List อยู่เสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดย

  • ย้ายหนังสือเล่มที่เริ่มอ่านจาก Want to Read ไปที่ Reading ควรจะเขียนวันที่เริ่มอ่านกำกับไว้ด้านหลังชื่อด้วย
  • ดูว่าขณะนี้อัตราความเร็วของเรายังอยู่ในเกณฑ์ที่เราวางไว้หรือไม่ เช่น เอ๊ะ เดือนที่แล้วอ่านไม่จบเลยซักเล่ม คือปกติจะอ่านจบเดือนละ 1-2 เล่ม เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?
  • ลองย้อนกลับไปดูรายชื่อหนังสือที่ลิสเอาไว้ เล่มไหนรู้สึกว่าไม่สนใจหรือไม่อยากอ่านแล้ว ก็เอามันออกไปจากลิสซะ
  • หากพบหนังสือที่น่าสนใจ อยากอ่าน ก็เอาไปแปะไว้ที่ Want to Read ได้เลย
  • พออ่านจบก็ทำการย้ายมาไว้ที่ Finished เติมวันที่ที่อ่านจบเข้าไป เราจะได้รู้ว่าเล่มนี้เราใช้เวลานานแค่ไหน

ข้อควรระวัง! ไม่ควรจะอ่านพร้อมกันหลายๆ เล่ม ควรจะเคลียร์ให้จบเป็นเล่มๆ ยกเว้นว่ามันเป็นคนละ format กัน เช่น คุณอาจจะอ่าน paperback อยู่ 1 เล่ม อ่าน ebook ใน iPad เล่มนึง และก็ฟัง audiobook ระหว่างขับรถอีกเล่ม อันนี้พอให้อภัย เพราะเข้าใจว่าบริบทในการอ่านหนังสือแต่ละ format มันต่างกัน

หากเกิดเหตุการหนังสือบางเล่ม อยู่ใน Reading List นานเกินไป ก็อาจจะต้องอัญเชิญให้กลับไปอยู่ที่ Want to Read หรือหากอ่านไปแล้วแล้วพบว่า ไม่ชอบ ไม่เก็ต ไม่อิน ไม่เข้าใจ ไม่เห็นด้วย จะเอาออกไปจากลิสเลยก็ได้ คือมันไม่ควรเสียเวลาไปมากกว่านี้ แบบบางทีฝืนฟัง audiobook บางเล่มจนจบ เก็ตบ้างไม่เก็ตบ้าง สุดท้ายพบว่าไม่ได้อะไรเลย ก็กลายเป็นเสียเวลาเปล่าไป อะไรที่ไม่ใช่ ต้องรู้จักตัดจบ! (พูดถึงหนังสือเนอะ 555)

สิ่งที่อยากจะบอกต่อ

Ebook และ audiobook เป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล

แม้ว่าเราจะชอบหนังสือเป็นเล่มๆ มาวางประดับโต๊ะทำงาน แต่ตอนนี้ต้องยอมรับว่า ebook หรือ audibook มีข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับหนังสือเล่มไปไกลมาก เช่น

  • ไม่ชอบก็ขอคืนได้ 
    ถ้าซื้อมาอ่านแล้ว ดันไม่ชอบ อ่านไม่รู้เรื่อง ใช้ภาษายากเกินไป ไม่เก็ต เราสามารถขอคืนเงินได้แบบไม่มีเงื่อนไขใดๆ เมื่อก่อนจะเสียเวลาในการอ่าน Review หนังสือจาก Amazon และ Audible เยอะ แต่พอรู้ว่าขั้นตอนการคืนนั้นง่ายมาก ก็ช่วยให้ตัดสินใจซื้อมาลองอ่านได้เร็วขึ้น
  • อ่านที่ไหนก็ได้
    ไม่ต้องพก มีเวลาว่างปุ๊บ อ่านปั๊บ ไม่ต้องคิดให้เสียเวลาว่าจะพกเล่มไหนออกจากบ้านดี
  • มี dictionary ให้พร้อม
    ทั้งบน iBook และ Kindle มันมี dictionary มาให้อยู่แล้ว หากเราไม่เข้าใจศัพท์ตรงไหน ก็สามารถไฮไลท์แล้ว app ก็จะแปลให้เลยอัตโนมัติ แต่หลังๆ ไม่แปลแล้ววว ปล่อยผ่านตลอด พี่รีบ 555
  • ราคาถูกกว่าหนังสือเป็นเล่ม
    หนังสือ ebook ส่วนมากบน Amazon ถูกกว่าราคาร้านหนังสือในไทยกว่าครึ่ง อันนี้สำคัญมากกับภาวะข้าวยากหมากแพงเช่นนี้
  • หาซื้อหนังสือที่ไม่มีขายในไทยได้
    ไม่ใช่หนังสือทุกเล่มที่จะมีขายในร้านหนังสือในไทย จะรอสั่งก็นานเป็นแรมเดือน Kindle แมะ คลิกเดียวมาเลย!

อยากให้ลอง audiobook

ทุกวันนี้ขับรถวันละ 1-2 ชั่วโมง แถมยังอ่านหนังสือภาษาอังกฤษได้ช้า ที่เราสามารถอ่านหนังสือจบได้เกินเป้า เหตุผลเป็นเพราะเจ้า audiobook จาก Audible นี่ล่ะ!

  • ขึ้นรถปุ๊บ เปิด audiobook ปั๊บถ้าขับคนเดียวแนะนำต่อเสียงออกลำโพงเลย (มี bluetooth ยิ่งสะดวก) ถ้ามีคนอื่นในรถด้วยก็อาจจะฟังลำบาก เพราะมันไม่ค่อยบันเทิง คนอื่นในรถอาจจะเบื่อได้
  • ถ้าบางเล่ม พูดช้า ไม่ทันใจ ฟังแล้วจะหลับ เราก็สามารถเร่ง speed ให้พูดไวขึ้นได้ (จบไวขึ้นอีก)
  • หากยังฟังไม่ค่อยเก่ง อาจจะลด speed ลงมานิดนึง หรือถ้าฟังไม่ทันก็สามารถกด rewind ย้อนไป 15-30 วินาทีที่ผ่านมาได้ ฟังชันก์นี้ใช้บ่อยสุดแล้ว!
  • หนังสือ Audiobooks จะบอกปริมาณเนื้อหาเป็นระยะเวลาแทนที่จะเป็นจำนวนหน้า ทำให้สามารถวางแผนได้เลยว่า ยังไงก็ตามเราก็จะฟังเล่มนี้จบภายใน 3 ชม. 40 นาทีนะ คือในรถมันฟังเพลินๆ ไม่ค่อยมีวอกแว่ก เหมือนตอนนั่งอ่านแล้วเบื่อเผลอไปเปิด Facebook มันก็เลยจบเร็วกว่า

สรุป

การวางแผนการอ่านหนังสือของเราอาจจะเป็นแค่เรื่องเล็กๆ แต่มันก็ทำให้เราได้เรียนรู้ และได้ประโยชน์ตามมาหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นทักษะการฟังที่ตอนนี้ดีขึ้นมาก การฝึกนิสัยให้เสพติดการเรียนรู้และการอ่าน ตอนนี้ถ้าวันไหนต้องขับรถหรือเดินทางจะดีใจมาก เพราะถือว่าได้เวลาอ่านหนังสือไปพร้อมกันด้วย ทั้งหมดที่เขียนมานี้ แค่อยากจะบอกว่า เราสามารถเริ่มต้นทำอะไรบางอย่างได้ถ้าเรามีการวางแผนที่ดี การได้เห็นความคืบหน้าในแต่ละสัปดาห์ จะทำให้เราสนุกไปกับมัน และทำได้สำเร็จในที่สุด

ขอให้ปี 2017 ที่จะถึงนี้ เป็นปีแห่งการเรียนรู้ของทุกคนค่ะ Make it happen!

(รู้สึกเหมือนเป็นนายกให้คำขวัญวันเด็กโดยมีเจนนี่ยืนกำกับอยู่ด้านหลัง 555)

 

Bow Kraivanich

โบ ไกรวณิช เป็น UI/UX ดีไซน์เนอร์ ผู้ก่อตั้งบริษัทให้คำปรึกษาและพัฒนาเว็บไซต์ Blankspace Co., Ltd. ชอบอ่านหนังสือ เขียนบล็อค และเป็นนักทดลองที่หลงไหลในกีฬาปีนหน้าผา และการเล่นบอร์ดเกมส์

Comments

comments