มองเป้าหมายให้ขาดก็ไปถึงได้ไม่ยาก: แนะนำวิธีการตั้งเป้าหมายให้ชีวิต ฉบับลงมือทำได้จริง

blog-lifegoals

“เป้าหมายสูงสุดในชีวิตของคุณคืออะไร?”

“ในอีก 5 ปีข้างหน้า คุณคิดว่าตัวคุณเองจะทำอะไรอยู่ จะใช้ชีวิตเหมือนทุกวันนี้ หรือว่าจะเปลี่ยนจากหลังมือเป็นหน้ามือ?”

ทุกครั้งที่พูดถึงการตั้งเป้าหมายชีวิต เรื่องเพื่อนคนนี้มักจะผุดขึ้นมาในความคิดเสมอ… ขอตั้งชื่อเรื่องว่า “เด็กชายปีโป้”

เมื่อสมัยเรียนชั้นมัธยมต้นเรามีเพื่อนคนหนึ่งชื่อว่าเด็กชายปีโป้ เด็กชายปีโป้เป็นคนเรียนเก่งมาก สอบได้ที่หนึ่งในห้อง King ของชั้นเรียนเสมอ (แม้จะเป็นโรงเรียนในต่างจังหวัดก็ตามนะเออ)  ดูเผินๆ เด็กชายปีโป้ไม่น่าจะเป็นเด็กเรียนเก่งได้เลย เพราะพฤติกรรมและการกระทำต่างๆ ของเด็กชายปีโป้นั้นมันช่างขัดแย้งกับค่านิยมเด็กเรียนสุดเนิ้ดที่มีมาแต่โบร่ำโบราณ ต้งแต่นั่งเรียนหลังห้อง คบเพื่อนห้องท้ายๆ (ที่ถูกเหมารวมว่าเป็นเด็กเกเร?) มาโรงเรียนสาย แต่งตัวผิดระเบียบ หนีบกระเป๋า เถียงอาจารย์ จำได้วันนึงนางเอาเหล้าขาวมาซดในงานโรงเรียนจ้า! เรียกว่าอะไรทำผิดได้ก็ทำหมด ทั้งเพื่อนทั้งอาจารย์พากันหมั่นไส้เด็กชายปีโป้มาก คือคนอะไรทำตัวผิดระเบียบชิลๆ แต่ดันสอบได้ที่หนึ่ง (จริงๆ แอบอิจฉาที่มันฉลาด 555)

เราอยู่ห้องเดียวกับเด็กชายปีโป้ตั้งแต่ ม.1 ก็สนิทกันประมาณนึง เพราะว่าซ้อมบาสฯ ด้วยกันเกือบทุกวัน พอช่วง ม.3 ทุกคนก็เริ่มคิดว่าจะไปต่อ ม.4 อะไรที่ไหนดี พวกแก๊งค์เด็กเรียนเค้าก็ไปไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมฯ กัน อย่าได้ถามถึงข้าพเจ้า คือไม่รู้ด้วยซำ้ว่าเค้ารับสมัครกันเมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีเพื่อนๆ ก็ไปสอบกันมาเสร็จแล้ว (ถามว่าถ้าไปสอบจะติดมั้ย? หึหึ) เด็กชายปีโป้นั้นไม่ได้ไปสอบเช่นกัน ทุกคนก็งงสิฮะ นักเรียนนัมเบอร์วันของโรงเรียน ถ้าไปสมัครก็น่าจะสอบติด

“ทำไมนายไม่ไปสอบเตรียมล่ะ? ถ้าเป็นนายต้องสอบได้ชัวร์”

“ไม่อะ ก็ต่อ ม. 4 สายวิทย์ฯ ที่นี่แหล่ะ เดี๋ยวปีหน้าก็จะไปสอบเข้าเตรียมทหารละ”

“…” อ่าวงงสิฮะ ไม่มี choice นี้ในหัวเลย

“เอ่อ นายไม่อยากอยากเข้าจุฬาฯ หรอ?” คือคิดเองเออเองว่าคนเรียนเก่งต้องเข้าจุฬาฯ มองย้อนไปนี่อยากตบหัวตัวเองมากในความโลกแคบ

เด็กชายปีโป้ก็อธิบายว่า “เข้าเตรียมทหารเนี่ยไม่ได้ง่ายนะ แต่ถ้าเข้าได้ก็ฉิวละ มันมีเส้นทางที่ค่อนข้างชัดเจน ก็เหมือนจบปริญาแหล่ะ แค่คนละสาย อันนี้มันเฉพาะทางมากกว่า จบมาเงินเดือนจะเริ่มเท่าโน้นเท่านี้ ถ้าเรียนดีก็มีทุนไปต่อเมืองนอกฟรี กลับมาก็ได้บรรจุ มีงานรองรับอยู่แล้ว ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนนะ” ดู๊ดู มันพูดอย่างชิลๆ ด้วยสีหน้าท่าทางที่โคตรมั่นใจ ประมาณว่ากูวางแผนไว้หมดแล้วจ่ะ

เดี๋ยวนะ นี่คือสิ่งที่เด็กชายวัย 14 ปีวางแผนชีวิตให้ตัวเองหรอ? แล้วคิดแบบครบ loop จบกระบวนการ ตั้งแต่ยังไม่เริ่มจนเห็น end results พอได้รู้ว่าเพื่อนเป็นคนมีเป้าหมาย ก็เลยมองย้อนกลับไปถึงพฤติกรรมในโรงเรียนที่มันทำ เห้ยมัน match กัน คือมันไม่ได้หวังเป็นเด็กเรียนอยู่ในกรอบ มันหวังเป็นนักเรียนเตรียมทหารที่ต่อไปคงต้องใช้ชีวิตโลดโผนประมาณนึง “งั้นก็ลองเก่งทั้งบู๊และบุ๋นมันตั้งแต่ตอนนี้เลยสิ” นี่ใช่มั้ย เหตุผลที่เด็กชายปีโป้ที่มีหัวสมองเป็นเริ่ด แต่ดันทำตัวแปลกแหวกแนวจากเด็กเรียนทั่วๆ ไป เห้ยมันคิดมานี่หว่า! คงไม่ต้องถามนะคะว่าตอนนี้เด็กชายปีโป้เป็นอย่างไร? ตอนนี้พี่เค้าได้ทุนไปเรียนต่อโท-เอกด้านการทหาร อยู่เยอรมัน เป็นไปตามแผนที่พี่เค้าวางไว้จริงๆ ด้วยแฮะ

ข้อคิดที่ได้จากเด็กชายปีโป้ก็คือ ถ้าคุณวางแผนชีวิต เอาแบบละเอียดลงลึกทุกดีเทล เจาะลงไปให้ชัดๆ ว่าอยากได้อะไร อยากเป็นแบบไหน แล้วคุณจะหาวิธีที่จะวางแผนการย่อยๆ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้นได้เอง เริ่มอยากตั้งเป้าหมายกันรึยังล่ะทีนี้ ?

เราจะแบ่งการตั้งเป้าหมายออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้

  1. What is your life’s purpose?
  2. Set your goals
  3. Tracking and review

1. What is your life’s purpose?

ย้อนกลับมาที่คำถามแรก

“อีก 5 ปี คุณคิดว่าคุณจะทำอะไรอยู่?”

จะทำอะไรหาเลี้ยงชีวิต จะเปลี่ยนสายงาน จะออกมาทำธุรกิจส่วนตัว หรือไม่ต้องทำงานแล้ว ความเชื่อ ค่านิยม สังคม ที่อยู่ การใช้ชีวิต คนที่อยู่รอบข้าง จะเปลี่ยนไปมั้ย คิดอะไรได้ให้เขียนออกมาให้หมด

ถ้ายังเห็นภาพไม่ค่อยชัด คุณอาจจะบอกว่า 5 ปีมันก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรมากนะ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ทำงานมาได้ซักพัก เริ่มเข้าสู่โหมดวัยกลางคน (30+) งั้นเรามาลองคำถามถัดไป

“เมื่อคุณลาโลกนี้ไปแล้ว คุณอยากให้คนที่มางานศพคุณ พูดถึงคุณว่าอย่างไร?”

ฮึ่ยย อันนี้ดูท้าทาย อยากให้คุณลองหลับตาแล้ววาดภาพในหัว คุณเห็นใครมาที่งานศพของคุณบ้าง อย่าบอกว่าก็คงเพื่อนๆ แหล่ะ แล้วเพื่อนคนไหนล่ะ? ใส่ชื่อคนที่จะมางานคุณอย่างน้อย 10 คน คนในครอบครัวคุณจะพูดถึงคุณอย่างไร ถ้าแต่งงานมีลูก ลูกจะพูดถึงคุณอย่างไร เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า ลูกน้องของคุณ จะพูดถึงคุณอย่างไร เพื่อนสมัยมหาลัยของคุณเค้าจะเม้าส์มอยคุณเรื่องไหน ฯลฯ คนที่ชีวิตของคุณกับเค้าเคยได้ “สัมผัสกัน” จะพูดถึงเรื่องราวของคุณกับเค้าอย่างไร  อะไรคือสิ่งที่คุณทิ้งเอาไว้ให้พวกเค้าเหล่านั้นเมื่อตัวคุณได้จากไปแล้ว?

เมื่อคุณได้เห็นภาพตอนจบของชีวิตคุณแล้ว เป้าหมายอะไรในชีวิตล่ะ ที่จะทำให้ตอนจบของชีวิตของคุณเป็นไปอย่างที่คุณคิดเอาไว้

2. Set your goals

Someday goals

เมื่อพอจะรู้แล้วว่าชีวิตต้องการอะไร เกิดมาเพื่อทำอะไร เพื่อสร้างคุณค่าอะไร ได้เวลามาเขียน “Someday Goals” เจ้า someday goals มันก็คือเป้าหมายที่เราอยากทำให้สำเร็จให้ได้ในชีวิตนี้ล่ะ แต่ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ การตั้งเป้า someday goals ลองตั้งแบบเว่อร์ๆ เอาให้สุด อาจจะไม่ต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้มากนัก (แต่ก็ต้องมีทางเป็นไปได้อยู่บ้างนะ) วิธีคิดก็เช่น หากคุณไม่ต้อง concern เรื่องเงิน คุณจะทำอาชีพอะไร? หากว่ามีตั๋วเครื่องบินฟรีให้บินไปที่ที่นึง จะไปไหน จะไปทำอะไร เป็นต้น

โดยส่วนตัวจะแยกเป้าหมายทุกอย่างออกเป็น 2 หมวดใหญ่ๆ

  1. Personal เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการพัฒนาตัวเอง การเงิน ครอบครัว ความสัมพันธ์ และจิตใจ
  2. Business/professional จะเกี่ยวกับด้านการงาน รวมถึงหน้าที่หน้าตาในสังคม คุณค่าของเราที่จะส่งต่อให้คนอื่น

บางคนอาจจะแบ่งละเอียดกว่านี้ เช่น แยกเป็นเรื่องการงาน เรื่องเงิน เรื่องความสัมพันธ์ ครอบครัว เรื่องสุขภาพร่างกาย เรื่องจิตใจ เป็นต้น

บทความแนะนำ  ชีวิตที่ปราศจาก Facebook

Long-term goals

แล้วจะทำยังไงให้บรรลุเจ้า someday goals นั่นล่ะ? ลองเขยิบ deadline ให้ใกล้ขึ้นเป็น 5 ปีดู

ตั้งคำถามว่า “ในอีก 5 ปีนับจากนี้ เราจะต้องทำอะไรให้สำเร็จ? เพื่อให้ขยับเข้าไปใกล้กับ someday goals”

แล้วลองขยับมาให้ใกล้ขึ้นอีก “ในอีก 3 ปีนับจากนี้ เราจะต้องทำอะไรให้สำเร็จ? เพื่อให้ขยับเข้าไปใกล้กับ 5-year goals”

มาถึงจุดนี้ คุณจะได้ long-term goals ทั้งหมดของคุณแล้ว ให้เอา someday goals, 5-year goals, 3-year goals มาเขียนลงตารางซะ โดยจะแยกเป็น personal & professional หรือจะแบ่งหมวดให้ชัดเจนเป็นพวกๆ ก็ได้

TIP: ส่วนตัวใช้ Evernote เพราะสามารถใส่รูป ใส่ตาราง ใส่ checklist ใส่ link ฯลฯ แถมใช้ได้บนทุก device ที่สำคัญคือฟรี :)

Screen-Shot-2016-06-28-at-1.09.35-PM

Medium & short-term goals

หลังจากคุณได้ long-term goals แล้ว ถึงเวลาต้องแตกเป็นเป้าหมายย่อยๆ ให้เป็นสิ่งที่ “ลงมือทำได้จริง”

เริ่มด้วย “ใน 1 ปีนี้ เราจะต้องทำอะไรให้สำเร็จ? เพื่อให้ขยับเข้าไปใกล้กับ 3-year goals”

ตั้งคำถามต่อ “ในเดือนนี้ เราจะต้องทำอะไรให้สำเร็จ? เพื่อให้ขยับเข้าไปใกล้กับ 1-year goals”

ต่อด้วย “ในสัปดาห์นี้ เราจะต้องทำอะไรให้สำเร็จ? เพื่อให้ขยับไปใกล้กับ This month goals”

เมื่อทำครบทุกกระบวนการ คุณจะได้ลิสของสิ่งที่คุณควรจะทำทุกวัน หรือ medium & short-term goals เพื่อให้คุณเข้าใกล้เป้าหมายที่คุณวางไว้ทีละนิดๆ

My 1-year goals
My 1-year goals, this month goals, this week goals

3. Tracking and review

Daily Gratitude

เผื่อเวลาก่อนเข้านอนเพื่อทบทวนชีวิตว่า วันนี้มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง อะไรสำเร็จ อะไรพัง อะไรไม่เป็นไปตามแผน อย่าลืมบันทึกสิ่งดีๆ (อาจจะไม่เกี่ยวกับงานก็ได้)

3 Amazing things that happened today…

  1. Published 1 blog post on personal website!
  2. กินข้าวเย็นที่บ้านพร้อมหน้าพร้อมตา
  3. ออกไปวิ่งที่สวนวันแรกในรอบ 2 เดือน

TIP: แนะนำแอพ 5 Minute Journal ($4.99) หรือ Day One ($4.99) หรือไม่งั้นจะเขียนลง Evernote หรือบันทึกลงสมุดก็ได้เหมือนกัน โดยส่วนตัวใช้แอพ 5 Minute Journals ชอบที่ใช้ง่าย สามาถตั้ง template ได้ว่าในทุกวันจะบันทึกอะไรบ้าง ไม่ต้องมานั่งเขียนหัวข้อใหม่ สามารถใส่รูปแต่ละวันได้

Weekly Review

เป้าหมายที่วางมาซะยืดยาวนั้นจะไม่มีประโยชน์เลย ถ้าเราไม่เคยย้อนกลับไปดูเพื่อติดตามผล ปกติเราจะใช้เวลาช่วงเช้าหรือบ่ายวันอาทิตย์ มานั่งทบทวนเป้าหมายทั้งหมด ตั้งแต่ long-term goal จนถึงสัปดาห์ที่ผ่านมา อะไรเวิร์ค อะไรไม่เวิร์ค การทำ weekly review จะช่วยให้เราไม่หลงลืมสิ่งสำคัญในชีวิตที่เราวางเอาไว้ และสามารถใช้ช่วงเวลานี้ในการอัพเดทเป้าหมาย อย่าคิดว่าเป้าหมายที่วางไว้จะต้องอยู่ยังไงอย่างงั้น เป้าหมายชีวิตเราทุกข้อสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เมื่อเวลาผ่านไป เราจะพบว่ามีเป้าหมายบางอย่างที่เราไม่ได้อยากทำแล้ว และก็มีเป้าหมายใหม่มาแทนที่ อย่ากลัวที่จะเปลี่ยนแปลง

ทำ weekly review ให้เป็นนิสัย

  1. กำหนดวันและเวลา เช่น ทุกสิบโมงเช้าวันอาทิตย์ แล้วเอาไปใส่ไว้ใน calendar แบบ repeat ไปเรื่อยๆ ลองดูซัก 3 เดือน
  2. กำหนดสถานที่ที่จะทำ weekly review อาจจะลองสร้างโจทย์ว่า ทุกวันอาทิตย์จะลองไปนั่งทำ weekly review ที่ร้านกาแฟใหม่ๆ ที่ไม่เคยไป ก็จะทำให้การทำ review ของคุณดูน่าสนุกขึ้น
  3. Review someday goals, long-term goals
  4. Review medium-term goals, short-term goals
  5. กำหนด Goal ของอาทิตย์ที่จะถึง
  6. Review upcoming calendar
  7. Review followup tasks

TIP: คุณอาจจะทำลิสเหล่านี้ไว้ใน Evernote เพื่อที่จะได้รู้ว่าแต่ละสัปดาห์ต้อง Review อะไรบ้าง

สรุป

หา Big Picture  ของตัวเองให้เจอก่อน ตอบตัวเองให้ได้ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร อะไรคือ passion อะไรคือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ในชีวิต เรามี value อะไรให้โลกนี้ แล้วค่อยๆ ย่อยเล็กลงมาเรื่อยๆ จนได้มาเป็นเป้าหมายที่สามารถทำสำเร็จได้ในแต่ละวัน

อย่าลืมหยุดชื่นชมและให้รางวัลตัวเองบ้างเมื่อบรรลุเป้าหมายอะไรบางอย่างแม้จะเล็กน้อยมากก็ตาม ขอให้ทุกคนเริ่มเดินเข้าใกล้เป้าหมายของชีวิตของตัวเองวันละน้อย อย่างสม่ำเสมอ รับรองว่าวันนี้ของปีหน้า เมื่อคุณลองย้อนกลับมา คุณจะพบว่าตัวเองมาไกลได้อย่างไม่น่าเชื่อ :)

Things do not happen. Things are made to happen.
John F. Kennedy

Bow Kraivanich

โบ ไกรวณิช เป็น UI/UX ดีไซน์เนอร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Magnetolabs Co., Ltd. บริษัท Inbound Marketing Agency แห่งแรกๆ ในประเทศไทย มุ่งเน้นการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์เพื่อการทำการตลาดแบบ Inbound โดยเฉพาะ ชอบอ่านหนังสือ เขียนบล็อค และเป็นนักทดลองเครื่องมือหรือ Tools ใหม่ๆ ที่หลงไหลในกีฬาปีนหน้าผา และการเล่นบอร์ดเกมส์

Comments

comments