ไม่มีเวลา? แชร์ 5 สิ่งที่ทำแล้วได้เวลาและเงินกลับมามากกว่าเดิม

ตอนเด็ก เรายังไม่มีคำว่า Productive อยู่ในสมการความคิด เรามีแต่คำว่า “เรียนรู้” เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่ไปเสียหมด สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เวลา ไม่ใช่เงิน แต่คือการได้ Explore ได้ทำ ได้เล่น สิ่งใหม่ๆ ในทุกวัน

แต่เมื่อเราโตขึ้นมา หลายสิ่งหลาย อย่างถ้าเราทำเองกลับไม่คุ้มกับเวลาที่ดูจะมีน้อยนิดของเราอีกต่อไป การจัดความสำคัญและมองหาเครื่องช่วยทุ่นเวลา เพื่อเพิ่มความ Productive เป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญ

บทความนี้เขียนขึ้นมาเพื่อแชร์ 5 สิ่งที่ทำแล้วช่วยทำให้เรา Productive ขึ้น ทั้งได้เวลาและเงินกลับมามากกว่าเดิมหลายเท่า

1. ศึกษาและลงมือจัดห้องด้วยวิธี Konmori

ย้ายมาอยู่คอนโดนี้มาได้ 4-5 ปี แล้วก็พบว่าข้าวของมันงอกขึ้นมาได้เรื่อยๆ จริงๆ บอกเลยว่าเป็นคนข้าวของเยอะห้องรกมาแต่ไหนแต่ไร แต่ตั้งแต่ยอมเสียเวลาทำตามหนังสือ The Life-Changing Magic of Tidying Up ของผู้เขียน Marie Kondo แล้วห้องแม้จะรก แต่ก็มีทางให้ข้าวของกลับเข้าที่เสมอ

แนวคิดของการจัดบ้านตามแนวทางของคุณ Marie Kondo มีชื่อเรียกว่า การจัดบ้านแบบ Konmari สรุปง่ายๆ ได้ว่า

1. เก็บเฉพาะของที่เรามีความสุขเวลาได้ใช้ได้เห็น อะไรที่ไม่ใช่แล้ว ก็ทิ้งโลด แต่ก่อนทิ้งให้ขอบคุณของนั้นๆ ก่อนที่ได้ทำหน้าที่ของมันมา

2. จัดเก็บของตามหมวดหมู่ ไม่ใช่ตามห้อง เสื้อผ้า คือหมวดที่แนะนำให้เริ่มก่อน

3. ต้องทำครั้งเดียวให้เสร็จ (แต่ไม่จำเป็นต้องวันเดียวเสร็จนะ)

สิ่งที่ได้จากการจัดบ้านแบบ Konmari คือ

  • บ้านที่หายรกแบบถาวร หรือแม้จะรกขึ้นมา ของชิ้นนั้นๆ ก็หาทางกลับสู่แหล่งกำเนิดได้
  • พื้นที่โล่ง ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย และโฟกัสมากขึ้น
  • หาของเจอและไม่ซื้อของเพิ่ม (มากนัก) เกิดจากการจัดของเป็นที่เป็นทาง และทำให้เหลือเฉพาะของเราเลือกแล้วว่าจะอยู่กับเราและเป็นของที่เราอยากใช้จริงๆ

สิ่งที่ต้องลงทุน

  • ใครอยากลอง แนะนำซื้อหนังสือมาอ่านเลยค่ะ ราคาประมาณ 180-200 บาท
  • เวลา อันนี้ขึ้นอยู่กับความรกบ้านใครบ้านมัน ส่วนตัวอยู่คอนโดห้องไม่ใหญ่และอยู่คนเดียว ก็ใช้เวลาไปประมาณ 4 วัน (2 weekends)
  • เงิน และความพยายามมองหาที่เก็บของที่พอเหมาะพอเจอะกับที่บ้านของเรา
  • ของที่เราต้องทิ้ง และนำไปบริจาค ส่วนตัวเอาไปบริจาคที่มูลนิธิกระจกเงามาค่ะ

2. จ้างคนอื่นทำสิ่งที่เราไม่ถนัด

แม้ว่าจะขนของทิ้ง จัดห้อง ใส่กล่อง พับผ้าตามแนวทางของคุณ Marie Kondo แล้วก็ตาม เราก็ยังพบว่า การทำความสะอาดห้องทุกเดือน นั้นใช้เวลาไม่ใช่น้อย อย่างต่ำๆ ต้องมี 4-5 ชั่วโมง การจ้างแม่บ้านถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดการตัดสินใจนึงเลยทีเดียว

คิดดูสิว่าจ้างแม่บ้าน 500 บาท/ครั้ง สิ่งที่ได้คือ

  • เวลาคืนมา 4-5 ชั่วโมง (เวลานี้เอาไปอ่านหนังสือ หรือเขียนบล็อกได้ 1 บทความเลยนะ!)
  • ห้องสะอาดเอี่ยมอ่องกว่าทำเองเยอะมากๆ เพราะว่าแม่บ้านเขามืออาชีพ เป๊ะแบบว่าบางทีก็สงสัยว่าพี่เขาเป็น OCD หรือเปล่า เราทำเองให้ได้แบบนี้ไม่มีทางเสร็จใน 3 ชั่วโมงแน่นอน
  • การมีห้องที่สะอาด ข้าวของเป็นระเบียบ อยู่เสมอ ช่วยทำให้จิตใจสงบได้อย่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก (ไปช่วยเรื่องทำให้เรา Productive ขึ้นอีกแน่ะ)

ฉะนั้น หากคุณกำลังหาเวลาเพิ่มในชีวิต แนะนำ จ้างแม่บ้านเลยจ้ะ

3. จ่ายให้สิ่งที่ทำให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพ

เมื่อต้นปีเพิ่งซื้อ Macbook Air ตัวใหม่ เป้าหมายหลักคืออยากได้คอมที่เบาๆ ไปไหนไปกัน แต่กลับพบปัญหาที่ไม่ได้เจอมานาน คือ หน้าจอที่เล็กลง (ตัวเก่าเป็น MBP 15”) การที่อายุเริ่มมาก สายตาก็ไม่ค่อยเฉียบคม เราเลยต้องขยายขนาดตัวอักษรในคอมพิวเตอร์ จึงต้องซื้อ Externt Monitor หรือจอแยกมาใช้งานเพื่อเพิ่มความ Productive เวลาทำงานที่บ้าน

การใช้ External Monitor จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าทีเดียว เพราะ

  • ได้พื้นที่ทำงานที่ใหญ่ขึ้น ขยายตัวอักษรใหญ่ได้ สบายตา
  • การใช้จอแยก ทำให้ไม่ต้องก้มมองจอ Macbook ช่วยลดอาการปวดหลัง Office Syndrome ได้
  • Focus มากขึ้น แถมจอใหญ่ ดูหนัง ดู youtube ก็ enjoy อีก

สิ่งที่ต้องลงทุนคือ

  • เงินสำหรับซื้อจอ ประมาณ 4-8 พันบาท อันนี้ได้จอแบบโอเคแล้ว สำหรับการใช้ทำงานปกติทั่วไป
  • คีย์บอร์ดและเม้าส์แยก อันนี้แล้วแต่ความถนัด ถ้ายี่ห้อที่โอเคหน่อยก็เป็น Logitech ทั้งชุดก็ตกไม่เกินสองพัน แต่ส่วนตัวติด keyboard และ mouse ของ Mac ฉะนั้นก็จะแพงหน่อย
  • ที่วาง Macbook อันนี้จะมีหรือไม่มีก็ได้ค่ะ

(อ่านบทความเรื่อง การใช้ External Monitor เพื่อช่วยในการเรียนออนไลน์)

4. จ่ายค่าซ่อมของที่พัง

มีช่วงนึงที่แอร์ในห้องนอนมันไม่เย็น ก็เลยแก้ปัญหาด้วยการเปิดแอร์ที่ห้องนั่งเล่น ซึ่งเป็นแอร์ตัวใหญ่กว่า กินไฟมากกว่า แล้วเปิดประตูให้แอร์จากห้องนั่งเล่นให้ความเย็นไหลเข้ามาในห้องนอน

ผลปรากฏว่า บิลค่าไฟเพิ่มขึ้น 30% เป็นเวลา 4-5 เดือน ในที่สุดก็รู้สึกตัวว่าค่าไฟที่เพิ่มน่าจะเป็นผลมาจากการที่เราเปิดแอร์ตัวใหญ่แบบไม่จำเป็น ถึงได้ตัดสินใจเรียกช่างมาล้างแอร์ ยอมเสียเวลาในวันหยุด 2 ชั่วโมง รอช่างล้างแอร์ (ปกติวันหยุดจะออกไปนั่งทำงานร้านกาแฟ ไม่ก็กลับบ้านไปหาคุณพ่อคุณแม่)

หลังจากล้างแอร์ ค่าไฟลดลงเดือนละ 500 บาท (ค่าล้างแอร์ 600 บาท) เดือนเดียวคืนทุน

ถ้าไม่ผัดผ่อน ป่านนี้ได้เงิน 2,000 บาท ไปกินหนมสบายๆ ฮึ่มม

ปล. ของบางอย่างซ่อมแล้วซ่อมเล่าก็ยังไม่ดีขึ้น แนะนำซื้อใหม่ไปเลย ของใหม่มักจะมีเทคโนโลยีที่ดีกว่า ประหยัดไฟกว่า ทำงานเร็วกว่า ฯลฯ

5. มองหาสิ่งที่ซื้อครั้งเดียวแล้วได้เวลาคืนไปตลอด

สำหรับคนที่ขับรถและต้องขึ้นทางด่วนทุกวัน หากคุณยังได้ใช้ Easy Pass อยากบอกว่าคุณกำลังทำเวลาหายไปอย่างน้อยๆ เดือนละ 2 ชั่วโมงทีเดียว

ทำไมติด Easy Pass ถึงคุ้ม?

ลองคำนวนดูเล่นๆ หากเราขับรถขึ้นทางด่วนสัปดาห์ละ 5-7 ครั้ง เสียเวลาต่อคิวจ่ายเงินครั้งละ 5 นาที รวมๆ แล้ว เราจะต้องเสียเวลาไปทั้งสิ้นกว่า 25-35 นาที ต่อสัปดาห์ นี่ไม่นับเวลาที่รถติดแสนติดเกินกว่าค่าเฉลี่ยไปอีก แล้วคุณจะได้เวลาคืนมาเดือนละ 2 ชั่วโมงมาฟรีๆ เลยล่ะ

ถ้าถามว่าอะไรคือสิ่งที่ทำแล้วรู้สึกช่วยทำให้ประหยัดเวลาและ Productive มากขึ้นบนท้องถนน คำตอบแรกคือการฟัง Audiobook คำตอบที่สองคือการติดเจ้า Easy Pass นี่ล่ะ!

การลงทุนกับความรู้ หัดฝึกสังเกต ตั้งข้อสงสัยคือสิ่งที่จะช่วยทำให้เราใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ลองมองรอบๆ ตัวดูค่ะ ว่ามีอะไรที่เราลงทุน ลงแรง ลงเงิน แล้วได้ผลตอบแทนที่มากกว่าที่เราลงไปบ้าง เพราะจริงๆ แล้วสิ่งที่มีค่าที่สุดของเรานั้นนอกจากจะเป็นเงินแล้ว นั่นก็คือเวลา เพราะเวลาเป็นสิ่งที่เราย้อนกลับคืนมาไม่ได้ แต่เราสามารถหาวิธีการที่ทำให้เราประหยัดเวลามากขึ้นได้ด้วยการสังเกต มองหา และลงมือทำ

หากคุณมีเทคนิคการใช้การใช้เงินซื้อเวลาอื่นๆ อยากแชร์ สามารถคอมเมนต์เข้ามาได้เลยนะคะ :)

ขอบคุณภาพปกบทความจาก Unsplash