My New Year’s Resolutions 2015

ตั้งท่าว่าจะเขียนเรื่องเป้าหมายปีใหม่มาตั้งแต่เดือนมกรา จริงๆก็เขียนไว้บ้างแล้ว แต่ดันเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ต้องปรับตัวพอสมควร มีหลายสิ่งที่วางไว้ ที่ตั้งใจจะทำเพื่อคนคนหนึ่ง แต่พอไม่มีเค้าแล้ว ก็เลยต้องมานั่งย้อนดูหลายๆอย่างกันใหม่หมด โอเค จบ ไม่ดราม่านะจ๊ะ เพราะตอนนี้ก็พอจะดีขึ้นมากแล้ว ถึงได้ลุกขึ้นมานั่งเขียนบล็อค ทำโน่นทำนี่ต่อได้ (แล้วโพสต่อไปจะมาลงลึกถึงเรื่องนี้กัน ว่าได้บทเรียนอะไรมาบ้าง)

เอาล่ะ มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ยิ่งตั้งเป้าหมายเยอะ เปอร์เซ็นต์ในการทำสำเร็จยิ่งต่ำ เป้าหมายสำหรับปีนี้จึงขอตั้งไว้ 3 ข้อเท่านั้น แต่จะลงลึกในรายละเอียดแต่ละข้อให้ตัวเองสามารถทำตามแผนที่วางไว้ คือมี action plan ที่แน่นอนนั่นเอง

แต่ก่อนอื่น ขอย้อนกลับไปดูเป้าหมายของปีที่แล้วซิ ว่าทำอะไรสำเร็จไปบ้าง

เข็น Fastinflow startup ของตัวเองที่ทำกับพี่โน้ต ออกสู่ท้องตลาดให้ได้
เข็นออกจากบ้านได้แล้ว (แต่ตอนนี้ออกมาทำ startup ตัวอื่นแล้วนะ)

สร้างธุรกิจส่วนตัว ที่มีรายได้แบบ passive income อย่างน้อย 1 ธุรกิจ
ข้อนี้ชัดเลย เพราะไม่ได้ระบุว่าจะทำอะไร ก็เลยไม่รู้ว่าจะทำอะไร ก็เฟลเส่ะ

กินใช้วันละ 200 บาท
นี่ก็เป็นตัวอย่างของการตั้งเป้าหมายที่มีความเป็นไปไม่ได้สูง ส่วนตัวบางวันอยากประหยัดก็กินข้าวมื้อละ 30-40 บาท แต่บางวันก็มีเหตุให้ต้องไปกินที่แพงกว่านั้น มันก็เลยต้องถัวๆกันไป ฉะนั้นวิธี fix ค่าใช้จ่ายรายวันมันเลยยาก ลองเปลี่ยนเป็นแบบกำหนด budget รายเดือนน่าจะดีกว่า

จดบันทึกรายรับรายจ่ายทุกวันโดยใช้ application บนมือถือ
อันนี้ทำได้ไม่ต่อเนื่อง ช่วงใช้เงินหนักก็ขี้เกียจบ้าง ลืมบ้าง สรุปคือ ต้องหาแอพที่บันทึกได้ง่ายและเร็วมาใช้

เก็บก่อนใช้ ตั้งเป้า หักเงิน 40% ของรายได้เป็นเงินเก็บทุกครั้งที่ได้มา
ทำบ่ได้แฮะ ด้วยความเป็น freelance เงินมันมาเป็นก้อนๆ บางเดือนได้น้อย บางเดือนได้มาก การจะหัก 40% ไปเลยแต่ก็ไม่ได้ลงรายละเอียดว่า 40% นี้จะแบ่งไปทำอะไรบ้าง เช่น เอาไปซื้อหุ้นแบบหารเฉลี่ย หรือเอาไปโปะบ้าน ฯลฯ

วิ่ง 5k อาทิตย์ละ 3 วัน
เกือบสำเร็จละ ฟิตอยู่ประมาณสองเดือน หลังจากมีแฟนก็เปลี่ยนเป็นสายกิน เฟลลลล ตอนนี้ไม่มีแฟนละ น่าจะกลับมาโฟกัสกับตัวเองเหมือนเดิมได้ 

งดดื่มแอลกอฮอล์ (อนุญาติเฉพาะงานที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น เช่น งานแต่งเพื่อน สังสรรค์ครั้งใหญ่)
เฟลอีก แต่ข้อนี้น่าจะมีวิธีแก้นะ คือหลีกเลี่ยงการสังสรรค์ที่ไม่จำเป็น กำหนดให้ไปได้อาทิตย์ละ 2 วันละกัน

อ่านหนังสือวันละ 1 ชั่วโมง
พัง! อ่านเดือนละไม่ถึง 1 ชั่วโมง

เขียนบล็อคอย่างน้อย เดือนละ 2 ครั้ง
นี่ก็พัง! กลายเป็นปีละ 2 ครั้งได้ T___T

ตามเก็บคอร์สเรียนออนไลน์ต่างๆที่ซื้อดองไว้ทั้งบน Skillshare, Udemy
พยายามตามเก็บ แต่ไม่หมดไม่สิ้นสักที เปลี่ยนเป้าหมายเป็นซื้อให้น้อยลงดีมั้ย

ฝึกภาษาอังกฤษทุกวัน โดย การฟัง podcast/อ่านหนังสือ/ดูหนัง
ถือว่าโอเคนะ แต่ก็ยังไม่ได้แบบแต่เนื่องทุกวัน อาจจะต้องจัดเวลาให้ชัดเจนว่าวันนี้จะฝึกด้วยการทำอะไร น่าจะ track progress ได้ดีกว่านี้

หึหึ เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จช่างต่ำเหลือเกิน! ไม่เอาแระ ปีนี้ขอ Focus แบบมี action plan แล้วทำให้ได้ 80% ก็ดีใจแล้ว เอ้า เริ่ม!

1. เก็บเงินให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

กลับมาบันทึกรายรับรายจ่ายให้เป็นนิสัย

ช่วงกลางปีที่แล้วลองบันทึกติดต่อกันได้ประมาณสามเดือน พบว่ามันช่วยให้เราประหยัดได้มากขึ้น เห็นกราฟขาลงชัดเลย แต่หลังจากนั้นก็เริ่มลืมบันทึก ลืมติดต่อกันก็ปล่อยเบลอ รู้ตัวอีกทีก็พบว่าค่าใช้จ่ายพุ่งกระฉูดฉุดไม่อยู่ไปซะแล้ว

เราเลือกใช้แอพ Money Lover แม้จะ interface ไม่ได้หรูเริด แต่หลังจากลองใช้ติดต่อกันมาพักนึง พบว่ามันค่อนข้างจะตรงกับพฤติกรรมการใช้เงินของเรา คือเราไม่ต้องการแอพที่รวบรวมบอกว่าเรามีเงินเท่าไหร่แล้ว มีทรัพย์สินอะไรบ้าง (ใช้ Numbers ในการจดบันทึกรายละเอียดตรงนี้ไว้แล้ว) แต่ต้องการแอพที่ใช้ tracking ได้ง่ายๆ ว่าเดือนนี้ใช้เงินไปเท่าไหร่ หมดไปกับอะไรมากที่สุด มีรายได้กับรายจ่ายสมดุลกันมั้ย ฯลฯ

หักเงินไปลงทุนกับหุ้นแบบ DCA ทุกเดือน

เป้าหมายการเก็บเงินในที่นี้ไม่ใช่การเก็บเงินสด แต่เป็นการสร้างทรัพย์สิน ให้มีมูลค่าถึงตามที่กำหนดไว้ การนำเงินไปลงทุนให้งอกเงยจึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าเงินได้ แต่เนื่องจากเรายังมือใหม่กับการลงทุนในหุ้นมาก แค่เวลาได้ยินเพื่อนมันคุยกัน เราก็งงแล้ว ภาษาอะไรฟระ บวกกับยังไม่มีเวลาศึกษาจริงจังสักที แต่พอเมื่อปลายปีที่ได้ไปอ่านเจอวิธีการเล่นหุ้นแบบซื้อหารเฉลี่ยเท่าๆกันทุกเดือน หรือที่เรียกว่า DCA จากบล็อคของคุณ ต้า กวิน ก็เลยสนใจ เพราะจริงๆ ก็เหมือนการหักเงินไปฝากประจำ แต่ตัวนี้จะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า แถมยังสนุกด้วย เวลานานๆทีเปิดเข้าไปดูพอร์ท แล้วเห็นมันเขียวๆ แดงๆ แน่นอนว่าการเล่นหุ้น ยังไงก็มีความเสี่ยง แต่ตัวนี้เราเน้นลงทุนระยะยาว ก็เลือกหุ้นที่เซฟๆ ไม่หวือหวา เพราะไม่ได้กะเน้นเกงกำไรในระยะสั้น

หุ้นที่เลือกลงทุนตอนนี้คือ ADVANC, AOT, BGH, CPALL, CPN บอกไว้ก่อนว่าเลือกตามสัญชาติญาณประกอบกับความเชื่อส่วนตัวว่าธุรกิจสี่ห้าตัวนี้ ยังไงก็ยังคงไม่ตายใน 10 ปี เดี๋ยวสิ้นปีมาลองดูอีกที

หลีกเลี่ยงภาษีสังคม

งานปาร์ตี้สังสรรค์อะไรที่ไม่จำเป็น งานแต่งคนรู้จักที่ไม่สนิท ไม่ต้องไปทุกครั้งก็ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเก็บตัว จะไม่ไปไหนมาไหนนะ ถ้าเพื่อนชวนไปร้านอาหารร้านใหม่ ที่เราไม่เคยไป ก็โอเค ไปลองให้รู้ แต่คงไม่ไปกินประจำสามเวลาแน่ๆ

เอาเงินบางส่วนมาโปะคอนโด

ปีนี้ได้สร้างหนี้ขึ้นมาก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิต คือการซื้อคอนโด (ซึ่งถ้าย้อนกลับไปดูเป้าหมายเก่าๆที่เคยเขียนไว้ ถือว่าสร้างหนี้ได้ตามเป้า เพราะบอกว่าจะมีคอนโดเป็นของตัวเองก่อนอายุ 30) ปีนี้ก็เลยอาจจะเก็บเงินไม่ได้เยอะ น่าจะแบ่งมาโปะหนี้เยอะหน่อย เพราะถ้าทำตามแผน ก็จะผ่อนได้หมดใน 10 ปี เย่!

2. ปรับปรุงตัวเองให้เป็นคนตรงต่อเวลา

… นี่ถือว่าเป็นนิสัยเสียมากๆที่แก้ไม่หาย ทำอะไรจวนตัวตลอดเลา ไม่น่าเชื่อว่าโตมาขนาดนี้แล้วก็ยังคงเป็นแบบเดิม ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องงาน อาจจะเป็นเพราะทำงานแบบ freelance ไม่ต้องเข้า office ไม่มีใครมาให้ตอกบัตร ไม่มีใครคอยจับผิดโน่นนั่น ส่วนตัวพบว่านิสัยเสียที่สุดของตัวเอง ซึ่งส่งผลกระทบชีวิตในด้านอื่นหลายด้านมากๆ ปีนี้จึงขอมุ่งเปลี่ยนตัวเองในด้านนี้ จะได้เป็นคนใหม่ซักที

บทความแนะนำ  แชร์ประสบการณ์: อ่านหนังสือ 30 เล่มใน 1 ปี แบบ step by step

ลองเข้านอนแต่หัวค่ำ เพื่อจะตื่นนอนแต่เช้าได้

หลังจากนั่งวิเคราะห์ตรึกตรอง ก็พบว่าเราเป็นคนนอนดึกตั้งแต่เด็ก ไม่ไล่ไม่นอน พอนอนดึกก็ตื่นสาย พอตื่นสายก็ไปไม่ทันโรงเรียน ชีวิตก็รีบๆร้อนๆ พอโตมา ตื่นสายก็ทำให้มีเวลาทำงานน้อยลง ยังไม่ทันไรก็เย็นแล้ว ซึ่งข้อนี้ปัจจุบันเริ่มตื่นเช้าขึ้นมาแล้ว ตื่นไม่เกิน 8 โมงมาเป็นเวลา 1 อาทิตย์ละ สิ่งสำคัญคือถึงเวลาต้องปิดไฟนอน นอนไม่หลับก็เอาหนังสือมาอ่าน แป๊บเดียวเท่านั้นล่ะะ สรุป เป้าหมายคือ เข้านอน 5 ทุ่ม และตื่น 6:00โมงเช้า ทุกวัน! ลองดูซักตั้งว่าจะทำได้มั้ย!

ทำตารางบันทึกความตรงต่อเวลา

เหมือนกับการใช้จ่ายเงิน หากเราต้องการรู้ว่าตอนนี้ใช้จ่ายไปเท่าไหร่แล้ว ก็ต้องคอยจด คอยบันทึก ปีนี้ตั้งใจจำทำ “ตารางบันทึกความตรงต่อเวลา” ที่คิดไว้คือ ทุกครั้งที่มีการนัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว รวมถึงกำหนดส่งงานโปรเจคต่างๆ จะต้องมาบันทึกผลทุกครั้ง ว่าเราทำได้ตรงต่อเวลามั้ย ถ้าตรงต่อเวลาติดต่อกันได้ 3, 10, 20 ครั้ง จะมีการให้รางวัลตัวเอง อะไรประมาณนี้ คิดว่าตรงนี้น่าจะช่วยให้เราเห็นความสำคัญในเรื่องเวลามากขึ้น

งดปาร์ตี้สังสรรค์พร่ำเพรื่อ เอาเวลาไปทำสิ่งที่มีประโยชน์ดีกว่า

ช่วงปีที่ผ่านมาปาร์ตี้เยอะมาก พบว่าเราเสียเวลาวันละ 2-4 ชั่วโมงไปกับการนั่งดื่ม นั่งกิน นั่งคุยกับเพื่อน ปีนี้เลยขอกำหนดให้ปาร์ตี้กินดื่มพบปะเพื่อนฝูงได้อาทิตย์ละไม่เกิน 2 ครั้ง ก็น่าจะเพียงพอ นอกนั้นให้เอาเวลาไปทำกิจกรรมร่วมกันอย่างอื่นที่มีประโยชน์มากกว่า เช่น ชวนกันไปวิ่ง ปีนเขา ดำน้ำ เดินป่า ขี่จักรยาน หรือนั่งดู Ted Talk ร่วมกัน (โคตรเนิร์ด)

3. ลงแข่งวิ่ง half-marathon ครั้งแรก

ออกไปวิ่งให้ได้ 3 วัน ต่อ สัปดาห์

ตอนนี้ย้ายมาอยู่เมืองหลวงอย่างเป็นทางการ ไม่มีข้ออ้างในการต้องกลับบ้านไกลๆ อีกต่อไป สามารถนั่งรถไฟฟ้าไปวิ่งที่สวนเบญจกิติได้บ่อยๆแล้ว หรือถ้าหน้าฝน ก็วิ่งในฟิตเนตที่คอนโดแทนได้

กลับมาใช้แอพ Pact ช่วยในการกระตุ้น

Gym Pact เป็นแอพที่ช่วยกระตุ้นให้เราออกไปวิ่ง หรือเข้ายิม ได้ตามจำนวนที่เราพนันเอาไว้ เช่น เราอาจจะตั้งว่า ในแต่ละ week เราจะออกไปวิ่ง/ปั่นจักรยาน 3 วัน โดยลงเงินไว้วันละ $5 ถ้าทำไม่ได้ ก็จะโดนหักเงินไปตามจำนวนวันที่ บอกเลยว่าช่วงแรกๆ งกและฟิตมาก ไม่โดนหักเงินเลย แต่หลังๆ โดนมันทุกอาทิตย์ ถึงกับต้อง pause โปรแกรมเอาไว้ ไม่งั้นมีจนแน่ๆ ปีนี้ก็ตั้งใจว่าจะกลับมา activate แอพนี้อีกที จะได้มีความกดดัน เรียกว่าถ้าไม่วิ่ง ก็ต้องเสียเงิน เอาสิ!

ปล. ข้อแม้ของแอพนี้คือ ต้องวิ่ง/ปั่นจักรยาน (หรือกีฬาอื่นๆ ที่ track GPS ได้) อย่างน้อย 30 นาที และมีการ track GPS ไม่น้อยกว่า 1.5 กิโลเมตร หรือใช้แอพนับก้าวอย่าง Move ให้นับได้ 10,000 ก้าว ข้อจำกัดคือ ไม่สามารถ sync กับ nike plus ได้ ฉะนั้นตอนวิ่งก็เลยต้อง track ด้วยแอพอย่าง runkeeper ไปพร้อมๆกันด้วย

ออกกำลังอย่างอื่นควบคู่กันไปอย่างสม่ำเสมอ

แม้ปีนี้จะขอโฟกัสที่การวิ่ง แต่เราก็ชอบกีฬาอื่นๆ ไม่น้อยไปกว่าการวิ่ง ไม่ว่าจะเป็น ปีนหน้าผา (อันนี้จริงจังกว่าวิ่งอีก 555) ปั่นจักรยาน รวมถึงกีฬาที่ไม่ถนัดอย่างว่ายน้ำ ว่าจะไปเรียนอย่างจริงจังซักที

หมดแล้ว มีแค่ 3 ข้อใหญ่ๆเอง หลักๆก็คือเรื่องเก็บเงิน เรื่องการพัฒนาตัวเอง แล้วก็เรื่องสุขภาพ ปีหน้ามาดูกันว่าผลจะเป็นอย่างไร

Bow Kraivanich

โบ ไกรวณิช เป็น UI/UX ดีไซน์เนอร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Magnetolabs Co., Ltd. บริษัท Inbound Marketing Agency แห่งแรกๆ ในประเทศไทย มุ่งเน้นการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์เพื่อการทำการตลาดแบบ Inbound โดยเฉพาะ ชอบอ่านหนังสือ เขียนบล็อค และเป็นนักทดลองเครื่องมือหรือ Tools ใหม่ๆ ที่หลงไหลในกีฬาปีนหน้าผา และการเล่นบอร์ดเกมส์

Comments

comments